โรงหนังที่รัก..วิถีแห่งสุขที่กำลังแปดเปื้อน

ฉันเป็นคนชอบดูภาพยนตร์…ดูได้หลากหลายประเภท ทั้ง suspense, thriller, horror,romantic comedy, drama, indy,art, foreign films, period,fantasy เก้าลอเก้า หนังเบาสมองก็ชอบดูที่ไม่เบาปัญญาจนดูถูกปัญญาคนดู..ถ้ามีเรื่องที่อยากดู แล้วไม่ถูกจริตกับคนที่จะไปดูด้วย ฉันก็เต็มใจที่จะบินเดี่ยวดูคนเดียวได้อย่างเพลิดเพลิน และชอบดูในโรงภาพยนตร์ หลายคนบอกว่าดูทำไมในโรง เปลือง ดูดีวีดีแผ่นละร้อย ดูซ้ำได้ด้วย แต่รู้ไหมว่า ถ้าเราไม่พูดถึงเรื่องลิขสิทธ์ การดูหนังในโรงให้อรรถรสที่หาไม่ได้จากการดูจากที่บ้าน แม้ว่าบ้านท่านจะมีโปรเจคเตอร์ฉายจอใหญ่ที่บ้าน หรือโฮมเธียเตอร์อลังการเครื่องเสียงกระหึ่ม..ดูหนังในโรง (ที่ดี ๆ)มันให้ "กลิ่น รส สัมผัส" ที่ต่างกัน ลอง "สัมผัส" ดูสิ..ยกเว้นว่าหนังบางเรื่องไม่เข้าตาโรงหนัง คาดว่าทำเงินไม่ได้ ก็ต้องอาศัยเสด็จพ่อดีวีดีไปตามเรื่อง
 
แต่บัดนี้ วิถีแห่งสุขของฉันกำลังกลายเป็นวิถีแห่งโศกทีละน้อย โรงหนังกลายร่างเป็นแหล่งตักตวงของลัทธิทุนนิยมสุดกู่และหน้าด้านนิยมไปจนถึงอาชญากร…เครือโรงหนังยักษ์ใหญ่ย่ำยีคนรักหนังด้วยโฆษณายัดเยียดตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปใน "complex" …เอ่อ เอาเป็นว่ายังไม่ก้าวเข้าไปใน complex ก็ยังไม่พ้น…สิ่งไม่เจริญหู เจริญตา เจริญใจจากสิ่งรำคาญต่าง ๆ มัน "จุก" เหลือเกิน (ว่ะ/ เว้ยเฮ้ย)…
 
จอทีวีพลาสมานับสิบแข่งกันแล่บแปล๊บภาพและเสียงของโฆษณาหนัง โฆษณาสินค้าและบริการ (เนื่องจากได้ค่าโฆษณาเป็นกอบเป็นกำ เห็นได้จากการออกมาประกาศ revenue growth ที่ได้จากการนี้ และการขยายอาณาเขตของ busniess unit นี้)…พนักงาน box office ที่ซวย (ship หาย) ที่ต้องแบกรับภาระการสร้างยอดขายทั้งบัตรกำนัล,cash card, premium card, โคตรคุ้ม card, value (สำหรับใคร) card, เก้าลอเก้า แถมพกด้วย set อะไรต่าง ๆ ทั้ง consession ที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามของขบเคี้ยวและเครื่องดื่มระหว่างดูหนัง (อาทิ popcorn ที่ต้นทุนราคา 7 บาท รวมน้ำอัดลมแล้วต้นทุนไม่ถึงยี่สิบบาทแต่ขายหนึ่งร้อยบาท) , premium ของที่ระทึกต่าง ๆ…เหล่าพนักงานตาดำ ๆ ภายใต้ยูนิฟอร์มหรูจึงไม่มีทางเลือกต้องสวมหัวใจมาดอนนา/call center คว้าไมค์ใส่หัว ประกาศกร้าวให้เหล่าเรารับรู้ (ทั้งที่กรูเนี่ยไม่อยากรับรู้ ช่วย shut up ได้มั้ย ปวดสมอง) ถึงสารพัดโปรโมชั่นที่ฝ่ายการตลาด/เจ้าของ โยนโครมมาใส่ มิพักต้องกล่าวถึงพนักงานที่ต้องประกาศรอบหนัง,attention please กรุณาเข้าโลง (โรง) และ/หรือในเรื่องต่าง ๆ เรียกว่า spirit ไมค์ใส่หู รูปากขยับกันทันที…ประสานกับเสียงคนต่อแถวยาวล้น เสียงเพลงที่เปิดกะว่าคลอเคล้าบรรยากาศแต่รบกวนโสตประสาท…
 
เข้าห้องน้ำก่อนเข้าโรง ก็ผ่างงง..โฆษณา bombard ยัดห่าไม่ละเว้น…เข้าไปในโรง ก็เจอโฆษณาที่บัดเดี๋ยวนี้ล่อไปครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ยิ่งหนังฟอร์มใหญ่ก็ไปกินข้าวก่อนเข้าโรงยังทัน ชาวต่างชาติเขานับสิ่งนี้เป็นหนึ่งในมหัศจรรย์วันเดอฟูลไทยแลนด์ อะไรมันจะเอาได้ทุกเม็ด (วะ) ขนาด sound check ยังไม่เว้น ก่อนเปิดโรงให้คนเข้าทำไมมึงคะไม่เช็ค มาเช็คให้กะรูดูทำไร อันนี้ก็ต้องปรบมือให้กับบริษัทวางแผนสื่อโฆษณารายใหญ่เจ้าหนึ่งที่คิดสื่อใหม่ให้กับเครื่องดื่มมึนเมาเจ้าหนึ่งเป็นผู้เริ่มต้นจนได้รางวัลด้านมีเดียกันไป จากแรก ๆ ก็ไอเดียดีอยู่หรอก แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นไอ้ด้าน…ขนาด informative อย่างให้ปิดมือถือ มันยังขายโฆษณากันเลย พับผ่าสิว้อย!…แต่ที่ยังคงทำให้จิตใจ (และปาก)ฉันยิ้มทุกครั้ง ก็คือ เพลงสรรเสริญพระบารมี เห็นในหลวงแล้วซาบซึ้งหาที่สุดมิได้ บางครั้งน้ำตาพาลจะไหล…เมื่อหนังฉาย อันนี้เป็นปัญหาของปัญญาชนที่ต้องทนกับอนารยชนที่ไม่รู้จักวัฒนธรรมการเสพสิ่งบันเทิงในโรงภาพยนตร์ คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะปัญหานี้เกิดมานานแล้ว กับลูกอีช่างพากย์ ลูกอีผีเจาะปาก ลูกตัวเป็น ๆ ที่แหกปาก ลูกอีช่างเตะ/เขย่า/เป่า/แดก/ดูด (น้ำหรือดูดกัน) ลูกอีช่างโทร/โชว์ว่ากรูมีโทรศัพท์ เก้าลอเก้า…บางครั้งตัวหนังก็มีโฆษณาแฝงอย่างไร้รสนิยม
 
ปัญหาใหม่ที่ฉันเพิ่งรับรู้จากหน้าจุดประกายภาพยนตร์ของนสพ.กรุงเทพธุรกิจก็คือ อาชญากรแนวใหม่ อันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนดูหนังคนเดียว…นันทขว้าง สิรสุนทรเล่าไว้ว่า เพื่อนของเขาชอบดูหนังคนเดียว โรงแถว ๆ สยามสแควร์ (เอ๊า โรงโปรดฉันป่ะเนี่ย) วันหนึ่งตีตั๋วดูคนเดียว ซื้อของกินพร้อมกาแฟเข้าไปในโรง พอดู ๆ ไป เอ๊ะ กาแฟรสขม ๆ พาลคิดไปว่าเออ กาแฟนี่ดี๊ดีนะ มีเม็ดกาแฟมาด้วย คงขมเพราะเหตุนั้น ปรากฎ ไม่รู้ว่าดูหนังจบไปตอนไหน แต่รู้ตัวอีกทีคือนอนอยู่ริมถนนแถว ๆ บ้านตัวเองในสภาพน้ำลายฟูมปาก นาฬิกาข้อมือมูลค่าหกหมื่น พร้อมของในตัวสะระตะเหยียดแสนหายจ้อย ข้อมูลจากตำรวจบอกว่า กลุ่มมิจฉาชีพหาเงินโดยปลอมเป็นคนดูหนัง มองหาเหยื่อที่มาคนเดียวและดูเฟอร์นิเจอร์ที่ติดตัว ถ้าเข้าล็อค ก็จะตีตั๋วต่อจากคุณแล้วไปนั่งใกล้ ๆ เหยื่อที่หมายตา ที่ยากคือเหยื่อต้องซื้อน้ำหรือมีแก้วน้ำด้วย…ใครที่ดูหนังโรง ก็ย่อมรู้ดีว่าต้องมีขยับตัว เปลี่ยนอิริยาบถ มิได้สนใจสิ่งรอบข้าง (ก็สิ่งรอบข้างมันน่าสนใจที่ไหนล่ะ อย่างที่เล่าให้ฟังข้างบน) ไอ้/อีพวกนี้ก็จะหาโอกาสฉวยแก้วไปไม่กี่วินาทีแล้วใส่ยานอนหลับอย่างแรงที่โรยผงไว้ แล้วก็วางกลับที่เดิม…เพื่อนเขาคนนี้รู้สึกง่วงมาก จึงฝืนนั่งแท๊กซี่กลับ ปะติดปะต่อได้ว่ามีคนมาชวนคุยตอนออกจากโรงและนั่งกลับมาด้วย มารู้สึกอีกทีทรัพย์ก็สูญเสียแล้ว…
 
บทความนี้ทำให้ฉันลุกขึ้นมาเขียน blog นี้! ด้วยความอเนจอนาถใจ เสียใจ โกรธ ปลง ว่าเออ ประเทศไทยนี้หนอ ตกต่ำลงทุกเมื่อเชื่อวัน นักเลือกตั้งก็เลว คนธรรมดายังร่วมด้วยช่วยเลวอีกว่ะ มาทำให้โรงหนังแหล่งความสุขของฉันแปดเปื้อนลงไปอีก…ฉันเป็นผู้หญิงตัวน้อย ๆ ดูหนังคนเดียว มิต้องกังวลเรื่องข่มขืนเพิ่มด้วยหรือนี่…ถอนหายใจเฮือก หรือถึงเวลาที่ตูจะต้องหันเข้าหาเจ้าพ่อดีวีดีเสียแล้วหว่า…ปรารภดัง ๆ ว่า ไอ้พวกโรงหนังเอ๋ย เอ็งเห็นท่าจะต้องหันมาตรวจสารพิษเพิ่มเติมซะล่ะมั้ง จากที่ตรวจอาวุธกับกล้องกันโครม ๆ ป้องกันการแอบถ่าย ทั้งที่คนข้างในโรง/บริษัทเองนี่แหละมันเอาไปผ่องถ่ายขายใต้ดิน!
 
มันจะอะไรกันนักกันหนา! (ยืมนายกมาพูดแต่ในที่นี้ใช้ใน context ที่ดี ถูกกาละและเทศะ)


หมายเหตุ: ฉันเคยเขียน blog ปากจัดเกี่ยวกับโรงหนังไว้อีกอัน ที่ My House Called "HOUSE" 

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s